BMW 325i Coupe

Posted on มิถุนายน 21, 2009
Filed Under ข้อมูลรถใหม่ | Leave a Comment



คง ไม่ต้องบอกว่าหนึ่งในยอดรถยนต์บนโลกใบนี้ ถ้าเข้าแถวมาเรียงหน้าประชันกัน รถยนต์ที่มีสัญลักษณ์ใบพัดฟ้าขาวจากค่าย BMW ก็ต้องอยู่ในในลำดับต้นๆ ของแถวหน้าอย่างแน่นอน ยิ่งในตลาดรถเมืองไทย นี่ยิ่งไม่ต้องเป็นห่วง สาวกที่จงรักภักดีต่อค่ายใบพัดฟ้าขาวนั้น มีอยู่มากมายในทุกซอกทุกมุม

เมื่อ มองตลาดรถยนต์ของตระกูล BMW ที่เป็นแบบ 2 ประตูและมีรหัสที่แปะท้ายรถเป็นเลข 3 นำหน้านั้น ในประเทศไทย ก็คงต้องมา เริ่มดูกันตั้งแต่ 316, 318, 320 และ 323i เจ้าหน้าฉลาม ในรหัส E21ในยุคเซเว่นตี้ และถัดมาในยุค เดอะ พาเลซ เฟื่องฟู กับรถที่สร้าง ชื่อเสียงอย่างมากให้แก่ BMW ในรุ่น E30 ซึ่งในปัจจุบันก็ยังกลับมาได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อย ส่วนพอหมดรุ่นของ E30 ก็จะมี E36 สปอร์ตคูเป้เข้ามาสร้างสีสันให้แก่บรรดากลุ่มคนหัวใจสดใส ก่อนที่จะเข้ายุค Y2K กับ E46 คูเป้ ซึ่งหาดูรถตัวนี้กันค่อนข้างยากสักนิด ไม่เหมือนรุ่นก่อนๆ หน้านี้ และก่อนจะเข้าถึงยุคปัจจุบันกับ E92 สปอร์ตคูเป้ทรงหรูที่ค่อนข้างจะเห็นกันหนาตามากขึ้น ซึ่งรถราคาระดับ 4 ล้านกว่านี้ มีอะไรดีก็คงต้องเข้ามาพิสูจน์ดูกัน

สวย หรู ดูดี มีฐานะ

BMW 325i คูเป้ รหัส E92 ตัวนี้นั้นถือว่าเป็นผลงานการออกแบบในยุคของ คริส แบงเกอร์ ซึ่งสาวกของ BMW มีทั้งที่ชื่นชอบ และ ไม่ชอบเลยกับผลงานของนายคนนี้ แต่เมื่อเราลองดูทรวดทรงของ E92 ตัวนี้ ทางทีมงานทดสอบก็มีความเห็นว่า หล่อ โดยรวมดูสวย หรู น่าครอบครองอย่างเป็นเสียงเอกฉันท์ (แต่ทีมงานไม่มีใครมีเงินซื้อซะคน) เมื่อมองไปบนหลังคาก็จะเห็น Glassroof ขนาดใหญ่ พอสมควร ซึ่งคงจะเป็นที่ถูกใจของใครหลายๆ คน ประตูแบบไร้ขอบดูเป็นสปอร์ตโฉบเฉี่ยวยามเมื่อเปิดประตูซึ่งประตูไร้ขอบนี้มา พร้อม กับการขึ้น-ลง ของกระจกเวลาเปิด-ปิด ประตู ซึ่งรูปแบบการทำงานของกระจกแบบนี้ ทาง BMW เค้าออกแบบไว้ให้ล้ำสมัยตั้งแต่ยุคต้นปี 90 แล้ว คือตั้งแต่ ซีรีส์ 3 รหัส E36 ซึ่งในสมัยก่อนจะมีคนบางกลุ่มที่จะเรียก บีเอ็ม E36 Coupe กันอย่างติดปากว่า บีเอ็มรุ่น กระจก หล่น ส่วนทรวดทรงต่างๆ โดยรวมเรียกได้ว่าออกแบบมาดูลงตัวดี แต่ก็เห็นมีเสียงติจากบางคนว่าคิ้วโครเมียม ตรงขอบกระจก ด้านข้าง นี่มีเส้นสายที่ใหญ่โตไปหน่อย แต่สำหรับบางคนเค้าก็ว่าเฉยๆ ก็อย่างว่าแหละครับ ต่างคนต่างความชอบ ต่างความคิด เรื่องของความ สวยความงาม มันไม่มีใครที่จะสามารถตัดสินแทนกันได้เลย นอกจากรูปร่างที่ดูดีมีฐานะแล้ว

ระบบอำนวยความสะดวกที่มีมาให้ อย่าง เพียบพร้อม ซึ่งทาง BMW ได้ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มาให้อย่างมากมาย เช่น เมื่อ เรากดรีโมตปลดล็อกประตู ก็จะมีแสงสว่าง ออกมาจากใต้มือเปิดตรงประตู ซึ่งให้ประโยชน์และความสวยงาม มากพอสมควร ในยามค่ำ คืน หรือยามที่ต้อง จอดรถอยู่ภายในตึกจอด รถต่างๆ ที่แสงสว่างมีน้อย เมื่อเราก้าวเข้าไปนั่งในรถแล้วปิดประตู แขนกลจากตำแหน่งเสาบี ของตัวรถก็จะยืดยาวออกมา เพื่อยื่นเข็มขัด นิรภัยมาให้คาดเพื่อความปลอดภัย เมื่อเกิดอุบัติเหตุในการขับขี่ ซึ่งนับว่าเป็นการอำนวย ความ สะดวกที่ดี เพราะถ้าไม่มีแขนกลมายื่นให้ ก็ ต้องพลิกตัวหันกลับไปทางด้านหลังเพื่อดึงเข็มขัดมาคาดซึ่งมีระยะไกลพอที่อาจ จะทำ ให้เส้น ยึดหรือพลิกได้ ส่วนปุ่มกดกระจกไฟฟ้าได้ ย้ายมาอยู่ในตำแหน่งที่แผงประตู แทนที่จะอยู่ตรงตำแหน่ง บริเวณคอนโซล เกียร์เหมือนดัง เช่นที่เคยเป็นมา แต่ที่ดูแล้ว ได้กลิ่นอายของ รหัสร้อน M Power ก็คือ ช่วงบริเวณเรือนไมล์ ซึ่งโดยปกติมาตรวัดตรงบริเวณใต้วัดรอบ จะเป็นตัววัดอัตราความสิ้นเปลือง น้ำมัน เชื้อเพลิง แต่มาใน E92 คันนี้ กลับกลายเป็นเข็มตัววัดอุณหภูมิน้ำมันเครื่อง ซึ่งในสมัยก่อนจะพบ ได้แต่ในเรือนไมล์ของตัวท็อป ออฟ เดอะ ไลน์ แบบ M Power เท่านั้น เลขความเร็วสูงสุดบนเรือนไมล์จะอยู่ที่ 280 กม./ชม. ซึ่งเครื่อง ธรรมดาในตัวรถ ยังไงก็คงจะพาให้ผู้ขับขี่ แหวกอากาศไปสัมผัสความเร็วแบบสุดเข็มไมล์ไม่ได้แน่ๆส่วนเรดไลน์ในวงวัดรอบ นั้น ก็เริ่ม ต้นที่ 7,000 รอบ ซึ่งก็เป็นการบ่งบอกแบบ กลายๆ ว่าเป็นรถสปอร์ตคูเป้คันนี้ น่าจะเป็นรถที่มีเครื่องยนต์รอบ จัดแอบซ่อน ไว้อยู่ใต้ฝา
กระโปรงหน้า

ส่วนรูปทรงคอนโซลและตำแหน่งการจัดวางต่างๆ นั้น ก็ค่อนข้างคุ้นตากัน เพราะออกแบบมาในลักษณะเดียวกันกับ BMW ในยุคนี้
ทั่วไป ตำแหน่งกลางคอนโซลเกียร์จะมีระบบไอไดร์ฟให้ใช้งานกัน ส่วนเหนือขึ้นไปตรงบริเวณกลางคอนโซลด้านหน้า ก็จะมีจอมอนิเตอร์ ขนาด 8.8 นิ้วฝังอยู่ ซึ่งจอตัวนี้มีระบบจูนเนอร์ในตัว จึงทำให้เราสามารถดูฟรีทีวีในประเทศไทยได้อย่างสบาย ส่วนความคมชัดก็ขึ้น อยู่ กับสัญญาณที่ได้รับจากบริเวณพื้นที่ที่รถจอดอยู่ แต่ถ้ารถวิ่งก็หมดสิทธิดู เพราะระบบจะตัดการทำงานของจอภาพ คงเหลือไว้แต่เสียง แค่ให้ได้ยินเท่านั้นเอง ส่วนโทนสีภายในรถ เน้นโทนสีแดงตัดกับสีดำ ซึ่งให้อารมณ์ร้อนแรงของรถสปอร์ต เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วย ไฟฟ้า ทรงนั่งสบาย ส่วนเบาะหลังนั้น สามารถที่จะบรรทุกผู้ร่วมเดินทางไปได้อีก 2 คนแบบพอดี ห้ามเกิน เพราะมีการแบ่งแยก ตำแหน่ง คนนั่ง ไว้อย่างชัดเจน ส่วนผู้ที่นั่งอยู่แถวหลังก็ถือว่านั่งได้สบายไม่อึดอัด หัวไม่ติดหลังคา ขาไม่ติดเบาะหน้า นับว่าเป็นรถ 2 ประตูที่มีเนื้อที่ของ ผู้โดยสารตอนหลังกว้างขวางและให้ความสบายได้อย่างเหลือเฟือ

หกสูบ หกเกียร์ หัวใจสปอร์ต

หัวใจ หลักของรถทรงสปอร์ตคูเป้ อย่าง 325i คันนี้นั้น เป็นเครื่องแบบ 6 สูบ แถวเรียง ที่มีความจุ 2,497 ซี.ซี. โดยลูกสูบมีขนาด 82 มม. และช่วงชักที่มีสโตรกขนาด 78.8 มม. พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยแบบระบบ Valetronic ที่จะผสานการทำงานร่วมกับระบบ Double Vanos ที่จะคอยควบคุมเวลาการเปิด-ปิด วาล์วทั้งไอดี-ไอเสีย ให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถผลิตกำลังได้ถึง 218 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที พร้อมกับการสร้างแรงบิดได้สูงสุดถึง 250 นิวตัน-เมตร กับรอบเครื่องที่ 2,750-4,000 รอบ/นาที ซึ่งเครื่องยนต์ ตัว นี้ได้พ่วงมากับระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 จังหวะ ก่อนที่จะส่งแรงไปเพื่อปั่นล้อหลังขนาด 17 นิ้ว เพื่อให้รถเคลื่อนไปได้ตาม แบบฉบับของรถขับเคลื่อนล้อหลัง ตามเอกลักษณ์สไตล์ BMW นั่นเอง

ซึ่ง เมื่อเทียบแรงม้ากับน้ำหนักตัวรถที่มีอยู่ประมาณตันครึ่ง ก็ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เบาสบายกับฝูงม้าตัวเขื่องจากยุโรป แต่การขับใช้งาน เมืองกลับรู้สึกขัดๆ อยู่บ้าง ในเรื่องของระยะคันเร่ง ซึ่งในการใช้งานต้องกดคันเร่งลึกและรู้สึกได้ว่ามีการตอบสนองที่ช้า ซึ่ง 318i คันที่
เป็นสี่ประตูที่เคยได้ลองขับก็ไม่ได้มีการตอบสนองของคันเร่งไฟฟ้าที่ช้าแบบ นี้ และถ้าเป็นคนที่ชอบขับรถ ชอบความกระฉับกระเฉง ก็คง รู้สึกอึดอัดบ้าง ซึ่งจากข้อสันนิษฐานของทีมงานทดสอบ คิดว่ามันอาจจะเป็นปัญหาเฉพาะคัน ซึ่งระยะและการตอบสนอง ของคันเร่งนี้ สามารถปรับตั้งได้ใหม่ หรืออีกกรณีอาจจะเป็นการตั้งใจตั้งระยะการตอบสนองคันเร่งให้ออกมาเป็นแบบนี้ เพราะลูกค้าบางส่วน ของกลุ่ม ก็เป็นสุภาพสตรี และก็คงไม่ดีแน่ ถ้าระยะการตอบสนองของคันเร่งฉับไวเกินไป โดยไม่มีการหน่วงไว้ เพราะถ้าคันเร่งตอบสนองไวเกินไป กำลังจากม้าสองร้อยกว่าตัว อาจจะทำให้คุณสุภาพสตรีอาจจะเกิดความไม่ชอบใจในการที่จะต้องควบคุมรถคันนี้ ก็เป็นได้ และการที่คันเร่ง ตอบสนองไว บางทีมันก็จะทำให้เกิดการกระชากในการขับขี่ ซึ่งทาง BMW อาจจะมองในมุมพวกนี้ไว้ เจ้า 325i คูเป้ตัวนี้เลยมีการตอบ สนองของคันเร่งที่ทำให้รู้สึกว่าช้าไปสำหรับทีมงานทดสอบ แต่วิธีการแก้ปัญหานี้ก็คือ ต้องอาศัยการกดคันเร่งให้ลึกๆไว้ก่อน เพื่อให้มัน ไปกระทุ้งการทำงานของม้าในเครื่องยนต์ให้ตื่นตัวและกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ

เมื่อ เข้าเส้นทางที่สามารถจะทดสอบเพื่อลองพละกำลังของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ของรถมาดหล่อคันนี้ ก็จัดการกดมิดคันเร่ง ไฟฟ้าแบบไร้สาย ผลปรากฏออกมาให้เห็นว่าที่เกียร์ 1 สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 50 กม./ชม. ก่อนที่เกียร์ 2 จะมารับหน้าที่ต่อ และทำ ความเร็วต่อไปได้จนสุดที่ 95 กม./ชม. ถัดจากนั้นเกียร์ 3 ก็จะมารับหน้าที่เข็นตัวรถไปจนถึงความเร็ว 145 กม./ชม. ส่วนไม้ผลัด ต่อมา ที่เกียร์ 4 ก็จะมาสานต่อช่วงความเร็วให้ไปได้จนถึง 195 กม./ชม. โดยความเร็วสูงสุดของในแต่ละเกียร์ ตั้งแต่จังหวะเกียร์ 1-4 นั้น จะมี การเปลี่ยนจังหวะเกียร์ตอนเข้าเรดไลน์ที่ 7,000 รอบ/นาที และเกียร์ 5 ก็จะนำรถให้ไหลไปสู่ความเร็วระดับ 225 กม./ชม. แบบยังไม่สุด อัตราทดของเกียร์ แต่ทว่าหมดเส้นทางวิ่งเสียก่อน เลยยังไม่ได้ลองแบบสุดเกียร์ 5 และก็ยังไม่ทันจะเปลี่ยนจังหวะไปถึงเกียร์ 6 แต่เมื่อมา ลองดูความเร็วแบบสุดฝีเท้าของม้า 218 ตัว จากเครื่อง 6 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร ของขุนแผนเหล็กที่มาจากแคว้นบาวาเรีย โดยที่โรงงาน เคลม ไว้ที่ 245 กม./ชม. ตามสเป็กตัวเลขที่ได้มานั้น ว่าจะสามารถไต่ไปถึงหรือเปล่า แต่จากการที่ลองก็คิดว่าน่าจะได้ตัวเลข ใกล้เคียงกับ สเป็กของโรงงานผู้ผลิตที่เค้าเคลมมา (ขึ้นอยู่กับอากาศและทิศทางลมด้วย) แต่อารมณ์ความรู้สึกตั้งแต่ช่วงความเร็ว 210 ขึ้นไปนี่ มันจะ เป็นอารมณ์ของการไหลขึ้นไปอย่างช้าๆ เหมือนม้าจากเยอรมันจะเริ่มลิ้นห้อย น้ำลายเริ่มเหนียวแล้ว

ส่วน อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินนั้น เมื่อลองใช้งานในเมือง สภาพการจราจรติดขัดแบบสาหัส มีการจอดติดนิ่งสนิทนาน กันแบบร่วมชั่วโมง ตัวเลขการสิ้นเปลืองจะออกมาอยู่ราวๆ 7 กม./ลิตร ส่วนถ้าใช้ในการเดินทางไกลอย่างไปท่องเที่ยวออกต่างจังหวัด ด้วยการใช้ความเร็วบ้าง ช้าบ้าง ตามสภาพการจราจรทั่วไป ตัวเลขก็จะขยับมาให้ดูสวยหน่อย โดยจะอยู่ที่ประมาณ 10 กม./ลิตร ซึ่งตัว เลขที่ดูดีขึ้นมามากส่วนหนึ่งก็คงต้องยกความดีให้กับอัตราทดของเกียร์ ซึ่งสามารถทำการลดรอบ เครื่องยนต์ในการ เดินทาง ให้อยู่ใน ระดับต่ำพอสมควร โดยความเร็วในการเดินทางแบบที่ใช้กันอยู่ทั่วไปที่ 120 กม./ชม. จะใช้รอบต่ำเพียง 2,400 รอบ/นาที แต่ถ้าเปลี่ยน ใจมาใช้ความเร็วในการเดินทางแบบไม่รีบร้อนที่ความเร็ว 100 กม./ชม. การทำงานของรอบเครื่องยนต์ก็จะตกไปเหลือเพียงแค่ 2,000 รอบ/นาที เท่านั้นเอง

ช่วงล่างหนึบ เบรกสั่งได้

เป็นที่ขึ้นชื่อลือชามานานแล้วสำหรับรถจากค่ายใบพัดฟ้าขาวจากแดนเยอรมัน ในเรื่องของช่วงล่างที่ให้ความมั่นใจในแนวสปอร์ต ซึ่ง ในตัว 325 คูเป้นี้ก็เช่นกัน ด้วยพื้นฐานของรถเอง ที่ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท ส่วนในด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์ โดย นอกจากรูปแบบช่วงล่างที่เป็นมาตรฐานแบบนี้แล้ว เจ้า 325 คูเป้ ที่มีรหัสตัวถังว่า E92 ตัวนี้นั้น ยังมีการออกแบบมา เพื่อกระจายน้ำหนัก อย่างมีความบาลานซ์แบบสมส่วน ซึ่งจะมีอัตราส่วนน้ำหนักตกอยู่ที่ด้านหน้าและด้านหลังอยู่ที่ 50:50 เฉกเช่นเหมือนดั่งรถสปอร์ตชั้นดี ซึ่งทั้งหมดนี้นั้นเป็นทฤษฎีของการออกแบบรถที่จะให้การทรงตัวที่ดี การควบคุมที่เป็นอารมณ์สปอร์ต

เมื่อ มีการขับคลานในเมืองแบบรถเยอะ การจราจรหนาแน่นทั่วไป เจอสภาพพื้นผิวถนนในหลายรูปแบบ ทั้งคอนกรีตที่ดูเหมือนจะเรียบ ทางลาดยางแบบนิ่มๆ หรือจะเป็นการขับคลานในซอยที่ถนนเป็นหลุม ขรุขระ ความรู้สึกตอบสนองจากช่วงล่างนั้นจะออกแนวแข็ง แต่ก็ยัง ให้ความสบายดี ไม่ได้แข็งแบบกระแทกจนน่ารำคาญ แต่ความแข็งของช่วงล่างที่รู้สึกได้ในความเร็วต่ำนั้น กลับกลายมาให้ความมั่นใจ เมื่อต้องใช้ความเร็วสูง การเข้าโค้งที่ความเร็วระดับ 140 กม./ชม. ก็ไม่ได้มีความรู้สึกของความเครียดมาให้รู้สึก มีแต่ความมั่นใจที่จะ เติมคันเร่งส่งต่อไปอีก เมื่อรถได้เข้าไปอยู่ในโค้งแล้วโดยที่ไม่ต้องมีการตัดไลน์ถนนกันแบบรถแข่งใน สนามที่เค้าทำกัน แต่ปัญหาที่พบ และ ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการขับขี่ก็คือ เรื่องน้ำหนักของพวงมาลัยในตอนขับขี่ ซึ่งความไม่มั่นใจนี้จะเกิดขึ้นหลัง จากที่เข็ม วัดความเร็ว ในหน้าปัดกวาดชี้ไปแตะที่ 180 กม./ชม. น้ำหนักที่เคยมั่นคง ความตึงมือของพวงมาลัย มันเริ่มหายไป (ไหน??) ยิ่งเลยความเร็ว 180 กม./ชม. ไปไกลเท่าไหร่ ความมั่นใจยิ่งหดหายไปตามเข็มความเร็วที่กวาดส่งขึ้นไป ทั้งๆ ที่การทำงานของระบบช่วงล่าง นั้นยังมีประ สิทธิภาพที่ให้ความมั่นใจในการยึดเกาะให้รถแนบไปกับพื้นถนนอย่างยอดเยี่ยม แต่ว่าน้ำหนักพวงมาลัยที่หายไป กลับทำให้ความรู้สึกสวน ทางกัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าแปลก เพราะเท่าที่ลองขับ BMW มาหลายรุ่น รวมถึงรุ่นปัจจุบันที่เป็นตัว 4 ประตู อาการพวงมาลัย เบาจน เกิดความมั่นใจเมื่อความเร็วสูงๆ ก็ยังไม่เคยเจอเลย จึงทำให้เกิดข้อสันนิษฐานได้ว่า หรือมันอาจจะเป็นความผิด ปกติเฉพาะคัน ซึ่งเป็น อาการหวิวที่ไปทำลายความมั่นใจในการขับขี่ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการพบเจออาการแบบนี้ในรถค่ายใบพัดฟ้าขาวเป็นครั้งแรกเหมือน กัน

ระบบ เบรกก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับแฟน BMW มาตลอด โดยเบรกหน้าจะเป็นแบบจานที่มีขนาดใหญ่โตถึง 330×24 มม. และชุดเบรกหลังที่เป็นจานขนาด 300×20 มม. ซึ่งดูจากตัวเลขแล้วขนาดของ จานเบรกหลังนี่ยังใหญ่โต กว่าจานเบรกหน้า ของรถยนต์หลายๆ รุ่นที่มีในประเทศเสียอีก ส่วนเมื่อเห็นสเป็กขนาดของจานเบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลังแล้ว ก็คงต้องมาลองของใน การใช้งานจริง ซึ่งจากการลองก็จะรู้สึกได้ว่าประสิทธิภาพการทำงานของระบบเบรกนั้นอยู่ใน ระดับที่สั่งได้ การกด เบรกในแต่ละทีนั้นให้ ความมั่นใจได้ตลอด กดสั่งได้ตามที่ใจต้องการ แม้กระทั่งความเร็วสูงระดับเกิน 200 กม./ชม. ขึ้นไป ก็ยังสามารถกดสั่ง บังคับให้ความ เร็วเหลืออยู่ในระดับไม่เกิน 100 กม./ชม. ด้วยความง่ายดาย แบบไม่ต้องลุ้นให้อะไรเล็ดออกมาให้เปรอะเปื้อน จนทำให้ผู้ที่ขับขี่รถคันนี้
สามารถให้ความไว้ใจในระบบเบรกแบบไม่ต้องห่วง และไม่ต้องกังวลว่าจะต้องไปเสียเงินเพิ่มในการที่จะต้องไป ซื้อพวกชุดเบรก ซิ่งยี่ห้อ ดังๆ มาใส่ (ยกเว้นถ้าอยากหล่อแบบแตกต่าง) เพราะชุดเบรกเดิมๆ ติดรถมาก็มีประสิทธิภาพเหลือเฟืออย่างมากแล้ว ที่จะทำการตะครุบม้า สองร้อยกว่าตัวจากเครื่อง 2.5 ลิตร แต่ก็อยากเตือนสติกันไว้สักนิดว่า ถึงแม้ประสิทธิภาพจากระบบเบรกไม่ว่าจะดีสุดยอดขนาดไหน ก็คง จะช่วยอะไรไม่ได้ ถ้าผู้ขับขี่ขับรถด้วยความคะนองและประมาท และที่สำคัญ เมาไม่ขับนะครับ

ตอบสนองความหลากหลายในรูปทรงของสปอร์ต

นับว่าเป็นความโชคดีของเหล่าบรรดาแฟนๆ ของ BMW ในยุคนี้ ที่ทาง BMW THAILAND ได้นำรถ BMW ในหลายรุ่น หลาย แบบ ซึ่งนับเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ตรงความต้องการ (ที่จะเสียเงิน) แก่บรรดาแฟนคลับของ BMW ที่จะได้เลือกสรรกันกับรถยนต์รุ่น ต่างๆ ของค่ายใบพัดฟ้าขาวนี้ ไม่หมือนกับยุคสมัยก่อนที่ถูกจำกัดความหลากหลายของตัวรถ จนไม่สามารถจะตอบสนอง ความต้องการ ที่แตกต่างกันของกลุ่มลูกค้าได้ จนต้องมีคนหนีไปพึ่งผู้นำเข้าอิสระรายย่อย

แต่ สำหรับ E92 คันนี้ คุณลองคิดดูก่อนว่า คุณมีความต้องการรถยนต์แบบ 2 ประตู ทรงสปอร์ต มีความหรูหรา ที่สามารถไปไหนมา ไหนกันได้เกินกว่า 2 คน โดยผู้ที่เดินทางไปด้วย สามารถนั่งโดยสารได้แบบสบายๆไม่อึดอัด เครื่องยนต์ที่มีกำลังให้ใช้อย่างทันใจ ช่วง ล่างและเบรกที่สามารถให้ความไว้ใจได้ในทุกช่วงความเร็วของการขับขี่ การบังคับควมคุมที่ง่าย ไม่ว่าผู้ขับขี่จะเป็นเพศไหน มีความ สะดวกสบายในการใช้งาน ถ้าคุณคิดว่ามีความต้องการแบบนี้ BMW 325i Coupe คันนี้ ก็น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือก ที่ไม่สามารถ จะมองข้ามไปได้ง่ายๆ และที่สำคัญถ้าคุณเป็นสาวกของค่ายใบพัดฟ้าขาว คุณคงจะไม่มีวันปฏิเสธรถยอดฮิตจากตระกูลซีรีส์ 3 ที่ได้สร้าง ความประทับใจให้แก่บรรดาแฟนๆ ของ BMW มาตั้งแต่ในยุคอดีต…

ที่มาจาก www.grandprixgroup.com

บทความเกี่ยวกับรถอื่นๆ

Comments

Leave a Reply